วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

เปลี่ยนโน้ตบุ๊คเป็น"หุ่นยนต์"บังคับผ่านเน็ต

[เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th] สำหรับคุณผู้อ่านที่ติดตามเว็บไซต์ arip เป็นประจำ และสนใจเรื่องเกี่ยวกับหุ่นยนต์ (robot) จนถึงขั้นอยากจะมีหุ่นยนต์บังคับไว้ที่บ้านสักตัว หากคุณมีโน้ตบุ๊ค หรือเน็ตบุ๊คอยู่แล้วตอนนี้ เพียงแค่มีชุดคิท MIDbot คุณก็สามารถแปลงร่างโน้ตบุ๊กของคุณให้กลายเป็นหุ่นยนต์บังคับที่สามารถควบคุมผ่านเครือข่ายไร้สายด้วยเน้ตบุ๊ค มือถือ หรือแท็บเล็ตได้แล้ว
MIDbot ชุดคิทที่ประกอบด้วยฐานสำหรับวางโน้ตบุ๊ค หรือเน็ตบุ๊คที่มีน้ำหนักไม่เกิน 1.5 กิโลกรัม เชื่อมต่อกับโน้ตบุ๊คทางพอร์ต USB โดยสามารถควบคุมการเคลื่อนที่ของ MIDbot ได้หลายรูปแบบทั้งเดินหน้า ถอยหลัง เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ตลอดจนก้ม หรือเงย นอกจากนี้ด้านหน้าของมันยังมีแขนกลที่สามารถบังคับให้หยิบจับ และปล่อยวางสิ่งของเล็กๆ น้อยได้อีกด้วย

จุดเด่นของ MIDbot ก็คือ มันสามารถทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ Skype หรือโปรแกรมแชตที่มีวิดีโอต่างๆ แถมยังสามารถรับสัญญาณภาพวิดีโอจากเว็บแคมบนโน้ตบุ๊ค หรือเน็ตบุ๊คบน MIDbot กลับมายังอุปกรณ์ที่ใช้ควบคุม (โน้ตบุ๊ค, เน็ตบุ๊ค, มือถือ หรือแท็บเล็ต) เพื่อควบคุมการมองเห็นของ MIDbot ขณะที่มันเคลื่อนที่ไปได้อีกด้วย โดยคุณสามารถควบคุมผ่านระบบไร้สาย Wi-Fi และโน้ตบุ๊คที่ใช้ต้องทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Windows 7, Vista หรือ XP เอ้าใครสนใจอยากสนุกกับโน้ตบุ๊คด้วยการแปลงมันเป็นหุ่นยนต์เฝ้าบ้าน หรือบังคับเล่นก็สามารถสั่งซื้อชุดคิทได้ที่เว็บไซต์ Brando สนนราคาอยู่ที่ 319 เหรียญฯ หรือประมาณ 10,000 บาท

ข้อมูลจาก: Brando

แปลง iPhone 4 เป็น"กล้องจุลทรรศน์

[เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th] หลังจากที่กองบรรณาธิการเว็บไซต์ arip ได้นำเสนอการดัดแปลง iPhone ในรูปแบบต่างๆ ไปบ้างแล้วก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะล่าสุดที่นำเสนอการ mod ไอโฟนของคุณให้กลายเป็น "กล้องโทรทรรศน์" สามารถถ่ายภาพระยะไกลอย่างดวงจันทร์ได้อย่างสวยงาม มาวันนี้ เรามาใช้ iPhone ส่องสิ่งของเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ตัว (แทนของใหญ่ๆ ที่อยู่นอกโลก) กันบ้างดีกว่าด้วยชุดคิทราคาถูกที่สามารถเปลียน iPhone ของคุณให้กลายเป็น "กล้องจุลทรรศน์" ได้มาฝากกันครับ



ด้วยชุดคิทกล้องจุลทรรศน์ขยายได้ 45 เท่าพร้อมหลอดไฟส่องสว่างที่มีราคาเพียง 5 เหรียญฯ (ประมาณ 165 บาท) กับซองแข็งราคา 15 เหรียญฯ (ประมาณ 500 บาท) สำหรับ iPhone 4 คุณก็สามารถเปลี่ยน iPhone ของคุณให้กลายเป็นกล้องจุลทรรศน์สำหรับให้เด็กๆ ได้ส่องดูสิ่งเล็กๆ ที่อยู่รอบตัวพวกเขา (เหมาะมากสำหรับคุณครูที่สอนวิทยาศาสตร์ระดับประถม)



สำหรับขั้นตอนการดัดแปลง เพียงแค่ติดเลนส์ 45x เข้ากับตำแหน่งเลนส์กล้องบนซองแข็ง เมื่อใส่ iPhone 4 เข้าไปในซองที่ mod แล้ว ตำแหน่งของเลนส์บนเครื่องจะตรงกับเลนส์ขยายพอดิบพอดี ซึ่งเลนส์ขยายทีว่านี้จะมาพร้อมกับหลอดไฟ LED ขนาดเล็ก เพื่อให้มีแสงตกกระทบวัตถุ และสะท้อนเข้าไปในเลนส์พอดีอีกด้วย เมื่อเปิดกล้องของ iPhone 4 ให้ทำงาน ภาพขยายขนาด 45 เท่าของวัตถุ สิ่งของเล็กๆ ก็จะปรากฎขึ้นบนจอ Retina Display ของ iPhone 4 พอดีบพอดี ช่างเป็นไอเดียปรับแต่งอุปกรณ์ที่ทำง่ายในราคาแสนถูก แถมยังให้ผลลัพธ์เป็นทีน่าพอใจอย่างนี้ ไม่นำมาฝากคุณผู้อ่านที่น่ารักของเว็บไซต์ arip ได้อย่างไร จริงไหม?

ข้อมูลจาก: CrabfuArtworks

มะกันใช้ภาพ 3D เตือนให้"ลด"ความเร็ว?

[เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th] รายงานข่าวล่าสุด องค์กรรักษาความปลอดภัยบนท้องถนนในสหรัฐฯ กำลังพยายามหาวิธีใหม่ให้ขาซิ่งลดการใช้ความเร็วมากเกินไปในการขับรถยนต์ ล่าสุดผุดไอเดียใช้เทคโนโลยี 3D Hologram ที่ดูเหมือนเข้าท่า แต่ในความเป็นจริงมันอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุมากกว่าที่คาดก็ได้

BCAA Traffice Safety Foundation เกิดปิ๊งไอเดียในการทำให้ผู้ชับขี่รถยนต์บนท้องถนนได้ลดระดับความเร็วลง เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุกับผู้คน โดยการติดตั้งอุปกรณ์สร้างภาพลวงตาในรูปแบบสามมิติด้วยเทคโนโลยี Hologram ซึ่งการทำงานของมันก็คือ จะฉายภาพเด็กกำลังเล่นลูกบอลลงไปบริเวณกลางถนนที่ต้องการให้จำกัดความเร็ว ซึ่งทางองค์กรฯ เชื่อว่ามันจะทำให้ผู้ขับเกิดการตัดสินใจที่จะชะลอความเร็วลง ด้วยความไม่แน่ใจว่า ข้างหน้าที่เห็นนั้นคือเด็กจริงๆ หรือไม่


ไอเดียดังกล่าวนอกจากจะช่วยเตือนให้ผู้ขับใช้ความเร็วลดลงตามที่กำหนดแล้ว ยังช่วยเตือนให้ทราบด้วยว่า กำลังอยู่ในโซนของโรงเรียน ซึ่งผู้ขับจะต้องระวังเด็กๆ ด้วย (การทดลองดังกล่าวจะทำบน 22nd Street ใน West Vancouver) สำหรับกล้องทีใช้แสดงภาพดังกล่าวจะต้องใช้เงินสูงถึง 15,000 เหรียญฯ (ประมาณ บาท) โดยมันจะสร้างภาพของเด็กผู้หญิงที่มองเห็นได้ชัดในระยะ 30 เมตร แต่ถ้าไกลกว่านั้นจะมองเห็นเป็นภาพเบลอๆ และเมื่อเข้าใกล้มากๆ ภาพของเด็กก็จะหายไป ประเด็นคือ มันอาจอุบัติเหตุที่ร้ายแรงกว่าที่คาด เนื่องจากผู้ขับพยายามหักหลบในขณะทีใช้ความเร็วก็เป็นได้ แล้วคุณผู้อ่านคิดว่า วิธีนี้จะช่วยให้ผู้ขับระวังมากขึ้น หรือไม่ครับ?

ข้อมูลจาก: geek.com